play168z.com

ผลกระทบของการพนันทางโซเชียล b2y ต่อเยาวชน

ผลกระทบของการพนันทางโซเชียล b2y ต่อเยาวชน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เผยแพร่ผลวิจัย “ลดผลกระทบเกมออนไลน์ต่อเด็กและเยาวชนไทย” โดย ดร. ผู้ใหญ่สุวรรณโพธิ์. คนไทยติดการพนันกว่า 2.1 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นเด็กและเยาวชน 207,000 คน โดยเฉพาะการพนันออนไลน์ เยาวชนเป็นกลุ่มที่เล่นออนไลน์มากที่สุด และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ งานวิจัยดังกล่าวยังกล่าวถึงการพนันในเด็กและเยาวชน ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพจิต สุขภาพกาย และส่งผลต่อสมอง โดยพบว่าการพนันเปลี่ยนสมองเหมือนยาเสพติด และขัดขวางการพัฒนาสมองและทักษะชีวิตของเด็กและเยาวชนอย่างถาวร โดยเฉพาะการพนันออนไลน์ที่มีความรุนแรงมากกว่าการพนันประเภทอื่นถึง 3 เท่า และยังส่งผลต่อพฤติกรรมอีกด้วย เพราะการพนันเป็นแหล่งที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เสพสิ่งอื่นๆ ความชั่วร้าย รวมถึงการเข้าสู่เส้นทางอาชญากรรม ส่วนผลกระทบ ด้านเศรษฐกิจ พบว่ารายได้ของผู้ประกอบการธุรกิจการพนันออนไลน์เติบโตแบบก้าวกระโดด ตั้งแต่ปี 2540 โดยมีรายได้จาก 300 ล้านเหรียญต่อปี เป็น 528,000 ล้านเหรียญต่อปีในปี ปี 2558 เช่นเดียวกับประเทศไทยในปี 2551 ผลสำรวจของเอแบคโพลล์พบว่าในช่วงเทศกาลฟุตบอลยูโร มีเด็กและเยาวชนอายุ 12-24 ปีมากกว่า 370,000 คนในและรอบกรุงเทพฯ เข้าสู่วงการพนันฟุตบอล มีเงินสะพัดสูงถึง 924 ล้านบาท สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าร้อยละ 83.8 มองว่าการพนันบอลเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย ผลกระทบของการพนันออนไลน์ต่อสังคมพบว่าการพนันออนไลน์เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เยาวชนออกจากโรงเรียน และส่วนหนึ่งไม่มีเงินใช้หนี้พนันต้องเข้าสู่เส้นทางธุรกิจผิดกฎหมายจากสถิติเรือนจำเยาวชนมีการพิจารณาข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการพนันตั้งแต่ปี 2550-2559 พบว่าเด็กอายุ 8-15 ปี ถูกจับ 0.11% , 1.07% ของอายุ 16 ถึง 18 ปี และ 9.76% ของอายุ 19 ถึง 25 ปี ภาคสังคมร่วมมือกันปกป้องเด็กและเยาวชนจากการพนันออนไลน์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รัฐต้องแสดงจุดยืนที่ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาการพนันในเด็กและเยาวชน ดังนี้

การคุ้มครองนโยบายสาธารณะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ:

ในเบื้องต้นควรสำรวจสถานการณ์ปัญหาการพนันในเด็กและเยาวชนอย่างละเอียด ตลอดจนการรณรงค์สร้างจิตสำนึกทางสังคมผ่านสื่อและกิจกรรมต่างๆ เพิ่ม “พื้นที่สีขาว” ให้เด็กและเยาวชนได้มีกิจกรรมห่างไกลจากเกมในระยะกลาง รัฐต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสำคัญของปัญหาการพนันในเด็กและเยาวชน ให้เป็นวาระแห่งชาติและกำหนดให้ปัญหาการพนันเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศที่ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจังเป็นลำดับแรก โดยมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขจัดทำแผนระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาการพนัน ในระยะยาว ประเทศไทยควรจัดตั้งกองทุนเฉพาะเพื่อจัดการกับปัญหาการพนันในเด็กและเยาวชน การใช้ทรัพยากรส่วนหนึ่งของการดำเนินงานเพื่อรณรงค์สร้างการรับรู้ การแก้ไข รวมทั้งสร้างองค์ความรู้ใหม่หรือจัดการเรียนการสอนให้ความรู้ความเข้าใจปัญหาการพนันโดยบรรจุเป็นหลักสูตรในโรงเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ด้านนโยบายคุ้มครองสังคมต้องสนับสนุนให้กระทรวงสาธารณสุขกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชน โดยใช้แนวทางบริการสาธารณสุข เพราะปัญหาการพนันไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบุคคล เป็นปัญหาระดับชุมชนเช่นเดียวกับปัญหาสาธารณสุขอื่นๆ ก็ต้องเข้มงวดด้วย โดยออกกฎหมายกำหนดอายุขั้นต่ำเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าไปเล่น รวมถึงการระดมทุนเพื่อสนับสนุนโครงการต่อต้านการพนันที่หลากหลาย ในเรื่องการคุ้มครองเด็กและเยาวชนต้องกำหนดมาตรการป้องกันเด็กจากการพนันให้ชัดเจน ความผิดเกี่ยวกับเด็กถือเป็นความผิดร้ายแรง และกำหนดความผิดเพิ่มเติม รวมทั้งเพิ่มโทษ เพื่อรองรับการคุ้มครองเด็ก เช่น อาชญากรรมเกี่ยวกับการปล่อยให้เด็กเล่นการพนันทุกประเภท อาชญากรรม โฆษณาการพนัน ทุกประเภท ข้อเสนอในการคุ้มครองเด็กและเยาวชนไทยมี 2 แนวทาง คือ จัดตั้งองค์กรใหม่ ด้วยการจัดทำกฎหมายใหม่เพื่อกำหนดให้มีหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยออนไลน์ รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเข้ากองทุนอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับรูปแบบในประเทศออสเตรเลียที่เป็นองค์กรอิสระ หรืออีกทาง คือยึดการทำงานตามพันธกิจ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานตามภารกิจของหน่วยงาน แต่ต้องหาแนวทางการทำงานให้มีประสิทธิภาพ และจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการตามเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดอย่างเป็นระบบ นอกจาก นอกจากนี้ยังมีแนวทางแก้ปัญหาโดยใช้พลังของเด็กและเยาวชนในชุมชนส่งเสริมให้เยาวชนตื่นตัวกับสื่อการพนัน รวมทั้งควบคุมการใช้เครื่องมือสื่อสารและอินเทอร์เน็ตของเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี. แต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับการกล่าวถึงเท่าที่ควร การเลือกตั้งรอบสุดท้ายของสภาเด็กและเยาวชนมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติและสถาบันเยาวชนแห่งประเทศไทยเตรียมเปิดเวทีสาธารณะ “นโยบายสาธารณะเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนไทยจากการพนัน” ในวันที่ 6 มีนาคมเวลา 08.30 น. ที่สวนสาธารณะเจ้าพระยา โรงแรม. จะหยิบยกแกนของประเด็นดังกล่าวหารือร่วมกับตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนส่งต่อ ข้อเสนอให้พรรคการเมืองร่วมผลักดันเป็นนโยบายหากได้เป็นรัฐบาลต่อไป